จ๋าย ไททศมิตร แต่งเพลงใหม่ “กกน” แท็กชื่อตัวท็อปเพียบ ทำแฟนคลับฮากระจาย
สรุปความปั่น จ๋าย ไททศมิตร ปล่อยเพลงใหม่ชื่อ กกน ฟาดประเด็นการเลือกตั้ง พร้อมแท็กชื่อ สรยุทธ-ป๋าเต็ด-ก้อง ห้วยไร่ ทำเอาโซเชียลคอมเมนต์รัว
ความเคลื่อนไหวสุดปั่นของ จ๋าย ไททศมิตร (TaitosmitH) ศิลปินวงเพื่อชีวิตรุ่นใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการโพสต์สเตตัสแสดงความเห็นทางการเมืองแบบรัวๆ ล่าสุดเจ้าตัวได้อัปโหลดผลงานเพลงใหม่ในชื่อ “กกน” ที่มีเนื้อหาแสบๆ คันๆ เกี่ยวกับปมการเลือกตั้ง พร้อมสร้างตำนานบทใหม่ด้วยการระบุชื่อผู้มีส่วนร่วมในเพลงที่ทำเอาคนอ่านต้องขยี้ตา สรุปประเด็นไวรัลได้ดังนี้:
- เพลง “กกน”: ผลงานที่จ๋ายระบุว่าเป็นการ Cover แต่ใส่เครดิตผู้ร่วมสร้างแบบแกงหม้อใหญ่
- เครดิตสุดพีค: เจ้าตัวระบุว่า ก้อง ห้วยไร่ เป็นเจ้าของเพลง, สรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นคนแต่งเนื้อร้อง และ ป๋าเต็ด ยุทธนา เป็นคนแต่งทำนอง
- ปฏิกิริยาคนถูกแท็ก: ก้อง ห้วยไร่ รีบเข้ามาแสดงตัวทันที ขณะที่ป๋าเต็ดถึงกับคอมเมนต์ว่า “กูนอนดูบอลของกูอยู่ดีๆ”
- กระแสแฟนคลับ: ส่วนใหญ่ชอบใจในความปั่นและมองว่าเป็นเทคนิคการ “หาพวก” เพื่อไม่ให้ต้องโดนฟาดเพียงคนเดียว
วิเคราะห์เบื้องหลังเพลง “กกน” และลีลาการปั่นโซเชียลของ จ๋าย ไททศมิตร
จ๋าย ไททศมิตร กลายเป็นภาพจำของศิลปินยุคใหม่ที่กล้าใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมและการเมืองอย่างตรงไปตรงมา การปล่อยเพลง “กกน” ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโชว์ทักษะทางดนตรี แต่เป็นการใช้ “อารมณ์ขันเชิงประชดประชัน” มาสื่อสารเรื่องการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจสูงในขณะนี้ การนำชื่อบุคคลสาธารณะอย่างพี่ยุทธ (สรยุทธ) และป๋าเต็ดมาใส่ในเครดิตเพลง จึงเป็นกุศโลบายที่ช่วยดึงดูดความสนใจ (Eye-catching) และสร้างยอด Engagement ได้อย่างมหาศาล
ในมุมมองของนักปั่นโซเชียล จ๋ายไม่ได้ทำเพียงแค่เรียกร้องความสนใจ แต่เขาเล่าเรื่องผ่านบริบทของ “ความร่วมมือที่ไม่ได้นัดหมาย” แฟนเพลงหลายคนคอมเมนต์ว่านี่คือการ “ไม่ตายคนเดียว” เพราะการแท็กผู้มีอิทธิพลทางความคิดหลายคนมาอยู่ในโพสต์เดียวกัน ช่วยให้ประเด็นที่เขาต้องการสื่อสารขยายวงกว้างออกไปเร็วกว่าการโพสต์แบบปกติหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพลักษณ์ในโพสต์จะดูเป็นคนบันเทิงสายปั่น แต่เนื้อหาที่จ๋ายสื่อสารออกมาผ่านเสียงร้องและกีตาร์ตัวเดียวกลับได้รับคำชมว่า “ร้องดีเหมือนนักร้องอาชีพ” (ซึ่งเขาก็เป็นนักร้องจริงๆ) สะท้อนให้เห็นว่าเขาสามารถรักษาสมดุลระหว่างการแสดงออกทางการเมืองและความเป็นศิลปินได้อย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียด เพลงนี้จึงกลายเป็นพื้นที่คลายเครียดที่แฝงไปด้วยข้อความสำคัญที่ส่งถึงผู้มีอำนาจและประชาชนทั่วไป